
by นาย หมื่นลี้::

-1-
“พ่อ…พ่อ..6 โมง แล้ว ตื่น ….. ตื่น ……พ่อโหน่ง ตื่นได้แล้ว” เช้ามืดวันนั้น ในห้องนอนมะนาลี ลูกสาวคนโต ฉัน ถูกปลุก ให้ตื่นจากฝันกะทันหัน งอหลังนิ้วถูตา…..กินน้ำ…กลั้วปาก……. พยายามทำตัวตื่น กระเด็นจากเตียงด้วยอาการ งงๆ
“พ่อ พ่อ วันนี้ นัดใครไว้”
“เอ้ย! จริงด้วยซิลูก!!!!” โดยไม่ต้องเหลียวซ้ายแลขวาให้ยาก ฉันก็รีบเดินไต่บันได ทวนแรงโน้มถ่วงของโลกขึ้นไปห้องน้ำ พร้อมยื่นข้อเสนอที่ตัวเองมิอาจปฏิเสธและไม่อาจผูกมัดตัวเองได้
“วันนี้ไม่อาบน้ำโว้ย”
พูดจบ ไม่ต้องเหลียวซ้ายแลขวา กระโดดแต่งตัว เสื้อผ้าหน้าผม พร้อมกลิ่นดั้งเดิม กระโดดถีบมอเตอร์ไซค์ออกจากบ้านทันที
ที่นัดหมายของฉัน ตั้งอยู่สุดปลายระยะ 343 เมตร ของ ถนนพระจันทร์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของมหาลัยธรรมศาสตร์ ภูมิประเทศเป็นร้านหนังสือที่อยู่สูง ไม่ถึง 1 เมตร จากระดับน้ำทะเล
อาศัยเจ้าสองล้อพาฉัน แล่นผ่านความแข็งแรงดิบเถื่อนของกำแพงหินมหาลัย ผ่านป่าประดู่บ้านครึ้มใหญ่เบ้อเริ่ม ทั้งหมด 83 ต้น หูกวาง 3 ต้น ผ่านน้องนักศึกษาน่ารัก 1 คน ….. ผ่านขึ้นไป…เรื่อย ๆ ….. กระทั่ง มาหยุดที่หน้าแม่น้ำสายใหญ่ชื่อ เจ้าพระยา เข้าสู่เขต ท่าน้ำ ที่เรียกว่า
ท่าพระจันทร์
เจ้าสองล้อพาไปจอดที่พักขอบฟุตบาทริม—ฉันเห็นแม่น้ำ -สะพาน -มหาลัย -และทางสามแพร่ง พิกัดแห่งการนัดพบ แต่ทว่าฉันไม่เลือก แม้ว่าเจ้าสองล้อจะพยายามโน้มน้าวให้ไปจอดหน้ามหาลัยแถวนักศึกษาเยอะ ๆ กระทั่งดูทำท่าสตาร์จไม่ติด เหมือนไม่ค่อยพอใจ ราวกับฉันหลอกแกมาแล้ว ไม่พาเปิดหูเปิดตา ยังไงยังงั้น ? ฉันยกเป้ขึ้นบ่าแล้วเตเตรียมออกเดินทาง…… ต่อไปเป็นเรื่องง่ายแล้ว
บ่ายหน้าเลี้ยวซ้ายไปอีกทาง ผู้คนเดินผ่านไปผ่านมา นักศึกษาที่กำลัง ไฮ-ซีซั่น บานสะพรั่งเหมือนดอกกุหลาบยามเช้า ทั้งกุหลาบเป็นเถา–เป็นกอ–ดอกโต หลายหลายสี เหลือบมองไต่เนินเขา ทวนแรงโน้มถ่วงที่กระเพื่อมไหว ยืนมองอาหารหลัก อารักขาหัวงูโพนโผล่อยู่นาน คล้ายคนตกยากอยากลี้ภัยทางการเมืองมาอยู่บ้านเล็กบนเชิงเขาท่ามกลางดอกกุหลาบ ก็เหลือบไป เห็นป้าย ร้าน นายอินทร์ ซึ่งตามโพยบอกว่า
เจอกันที่นี่
“พี่ฉัตร พี่ฉัตร” ฉันร้องทัก เห็นพี่ฉัตรยืนมองอะไรสักอย่าง ท่ามกลางความอบอุ่นของแสงแดดย่ามเช้าและความอ่อนโยนของไม้กุหลาบ ดูผสมกลมกลืนและสอดคล้องกันอย่างลงตัว
“อ้าว…….โหน่ง?” เจ้าของเสียงถาม เหมือนลองสำรวจความคิดเห็น
“พี่มารอผมนานหรือยังครับ”
“อืม……มาสักพักแล้ว” พี่ฉัตรพูดยิ้ม ๆ สายตา มองมาหมวกกันหนอกมอเตอร์ไซค์ที่ข้างเอวฉัน
ฉันยืนมองรูปภาพพี่ฉัตร ทีมี background ข้างหลัง เป็นบรรยากาศการซื้อขายของต่างๆ ทั้งเหรียญพระ ทั้งของเก่า รวมถึงของกินอีกสารพัด ส่วนด้านขวามือคือ วัดมหาธาตุ วัดเก่าแก่ที่ปัจจุบันมีการเรียนการสอนพระสงฆ์จนถึงระดับปริญญาเอก เห็นเด็กอาร์ต อยู่ด้ายซ้าย ขอเดาว่ามาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร…… แล้วก็รถ porche 911 ที่พึ่งผ่านไป
ความรู้สึกเหมือนปะทะกันระหว่าง “เก่า” และ “ใหม่”
วัฒนธรรมใหม่ ๆ ถาโถมกรุงเทพฯ จากทุกมุมโลก แต่ฉันว่าวัฒนธรรมดั้งเดิมที่นี่ ที่ฉันชอบมาเดินตั้งแต่เด็ก ๆ ก็ยังแข็งแกร่งหนักแน่นไม่มีวันคลอนดั่งเป็นหินแผ่นโตเหมือนกำแพงที่อยู่ด้านหลังถัดไปไกล ๆ
ดู ๆ ไป ไพล่ไปคิดถึงปากแม่น้ำไทวีอันเป็นที่บรรจบของแม่น้ำสองสีสองสาย คิดถึงผ่าห่มเว็บที่ทำมาจากอารมณ์ร่าเริงและรอยยิ้มของทุกคน บางแผ่นคร่าคร่ำด้วยประสบการณ์ บางแผ่นยังใหม่เอี่ยม ต่อเชื่อมติดด้วยเส้นป่าน การลงทุนเน้นคุณค่า นี่อาจเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของ Thaivi.com
เป็นอันว่าวันนี้ฉันได้เจอตำนานท่านหนึ่งของไทวีไอแล้ว ด้วยเมตตาธรรมของพี่ฉัตร อนุญาตให้มาเดินตามเรื่องราวกิจวัตรประจำวัน
-2-
ราว 5 วันก่อน
ณ 089-89-89-xxx ยามเช้าแสงโพล้เพล้ เวลา 8:57 นาที, 1 ใน 2 หนุ่ม ที่อยู่ในสาย เอ๋ยปากถาม
“พี่ฉัตรใช่ไหมครับ …..ผมโหน่งครับพี่”
“ใช่ครับ” เหมือนพี่ฉัตรพยักหน้า ไม่เอ่ยวาจาต่อ เพื่อฟังท่าที
“พี่ฉัตรครับ จะมาขอสัมภาษณ์พี่ฉัตร ลงใน “…………..” ได้ไหมครับ ผมอ่านจากกระทู้ “วัดพระแก้ว…..” ของพี่แล้ว สนใจมาก ๆ” เสียงฉันไม่ถึงขนาดอ้อนวอนหากแต่ขอร้องด้วยความเกรงใจอย่างยิ่ง
“เรื่องอะไรนะ? ……อ๋อได้……เจอกันวันโน้น…….เวลานี้นะ…….แต่ไม่รับปากนะ คุยกันเฉย ๆ ไม่ต้องเป็นทางการ หรือโหน่งจะพาพี่เดินเที่ยวที่ไหน…… ” เสียงตอบรับจากพี่ฉัตรเต็มไปด้วยมิตรภาพที่พัดโชย
คุยแล้ว ฉันพอทราบเกือบทุกวันพี่ฉัตรส่งลูกเสร็จที่สามเสน พี่ฉัตรจะว่ายน้ำ หรือไม่ก็แวะไปตามสถานที่โบราณสถานต่าง ๆ เดินแวะเรื่อย ๆ สำรวจอายธรรมของกรุงเทพฯ ด้วยความสนใจส่วนตัว น้อยครั้งที่นักลงทุนเต็มตัวอย่างพี่ฉัตรจะแวะกลับบ้านที่บางใหญ่ ไปหลับผักผ่อน ข้อคิดเห็นผ่านเว็บไทวีช่วงกลางวันของพี่ฉัตร ที่เรา ๆ อ่านกัน มาจากตามร้านอินเตอร์เนตข้างถนน
“อ้าว!….” ยังไม่ทันได้ งง หรือ คิดอะไร
………ภาพก็ตัดกลับมาที่วันนี้
-3-
วันนี้ฉันตั้งใจพาพี่ฉัตรขึ้นมอเตอร์ไซค์…… ฉันตั้งใจว่าจะเที่ยวชมไปเรื่อยๆ แบบไม่รีบร้อน ไปจอดที่ท่าช้างก่อน แล้วข้ามถนนไปที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว เพื่อชมความงามของวัดพระแก้วและเข้าไปไหว้พระแก้วมรกตเพื่อความเป็นสิริมงคล เสร็จแล้วก็ขี่รถชมเมืองต่อ อาจจจะโชคดีถ้าเจออากาศไม่ร้อนมาก เพื่อเพลิดเพลินกับบรรยากาศสองข้างทางให้เต็มอิ่มไปเลย
หรืออาจจะพาพี่ฉัตร ต่อ บ้านหม้อ ซึ่งเป็นแหล่งรวมเครื่องใช้ไฟฟ้าและพวกเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ไปเรื่อยๆ ช่วงนี้ถือเป็นย่านเก่า บรรดาร้านค้าและบรรยากาศเก่าๆ อยู่เต็มสองฝั่งถนน ศาลาเฉลิมกรุงที่ยังตั้งโดดเด่น แต่ดูเหมือนจะเงียบเหงา ไม่เหมือนร้านกาแฟ ออนล็อคหยุ่น ที่เห็นยังมีลูกค้านั่งอยู่เต็ม เช่นเดียวกับ ห้างดิโอลด์ สยาม พลาซ่า ที่ยังพอมีความคึกคักอยู่บ้าง
“พี่ไม่ได้ไป พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นานมาแล้ว ลองไปกันดู”
โดยไม่ต้องไตร่ตรองให้มากความ, 2 ล้อ พาฉันกับพี่ฉัตรก่าวเข้าสู่ตัวอาคาร The National Museum Bangkok ผ่านประตูรั้วเข้าไป มองเห็น museum shop ร้านค้าร้านเล็ก ๆ หน้าร้านคล้ายร้านขายของกิฟชอร์ปบนชั้น 4 ห้างมาบุญครอง อยากรู้จังสินค้าที่ขึ้นชื่อของที่นี่คืออะไร
“สวัดดีค่ะ มีอะไรให้ช่วยไหมค่ะ” เสียงหญิงสาว ภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นั่นเอง คุณเด่นดาว ศิลปานนท์ ยิ้มหวานร่าเริงแบบเป็นธรรมชาติราวกับรอยยิ้มนั้นเป็นอวัยวะที่ 33 ของเธอ เธอแนะนำว่าในนี้มีอะไรบ้าง ก่อนประวัติศาสตร์ ถึง โมเดิร์นกรุงเทพฯ เพียงไม่นานเราสองคนก็พอเข้าใจ ฉันยื่นจมูกฟังแบบทำทีว่าสนใจสิ่งที่เธอพูด แบบระวังตัวกลัวเธอหมั่นไส้เอา (–ขอบคุณค่ะ ติดตามเธอต่อได้ที่นี่ครับ)
http://www.bangkok-museum.go.th/
ในนั้นห้ามถ่ายรูป ของเก่า นี่คือตัวเรา เรามาจากไหน เราเป็นใคร รู้จักตัวแล้ว ก็ไปสำรวจคนอื่น ไม่ใช่ “เขา” แต่เป็น “เรา” คุยกับตัวเองด้วยภาษาที่ไม่เข้าใจ หลังจากนั้น ปล่อยให้อยู่กับ…..
พี่ฉัตรเดินไปไหนแล้ว อ้อ!….อยู่นั่นไง กำลังชะโงกหน้าข้ามตู้กระจกลงไปมองรูปปั้นหญิงสาวครึ่งท่อนจากศิลปะสมัยทวารวดี
“พี่ฉัตร มาสนใจ เรื่องพวกนี้ตั้งแต่เมื่อไรครับ”
“พี่ค่อย ๆ สนใจ ทีละนิด ทีละนิด ก่อน ตอนแรกยังนะ พอลูกเรียนบุคคลสำคัญประวัติศาสตร์ ก็มาถาม พี่ก็เลยซื้อหนังสือมาอ่านจะได้คุยกับลูกรู้เรื่อง ก็เลยนั่งอ่าน มีแบบนี้ด้วยแฮะ ก็สนุกดี ก็เลยอ่านแล้วก็สนใจมาเรื่อย ๆ” พี่ฉัตรพูดน้ำเสียงอย่างมีความสุขปลื้มใจของคนที่เป็นพ่อ
“อืม…….” ความเป็น “พ่อ” ผุดเข้ามาตั้งแค้มป์ในหัว ยังไม่ทันยื่นกระดาษแผ่นน้อยมาจดไอเดียที่ผุดขึ้นมากระทันหัน พี่ฉัตรก็พูดต่อ
“คุณ invisible hand ก็ชอบทางนี้เหมือนกัน คล้าย ๆกัน แต่ของเขาเป็นประวัติศาสตร์โลกนะ ไปทางโน้นเลย แล้วโหน่ง ไม่สนใจด้านนี้มั่งหรือ ” แต่นาทีนั้นฉันก็เดินตามพี่ฉัตรที่เก้าท้าวลิ่ว ๆ นำไปแบบไม่รู้ตัว แต่บางทีฉันควักมือเรียกตัวเองที่กำลังยืนคิดอะไรบางอย่าง ฯลฯ ความเป็นสุดยอดวีไอ กับ ประวัติศาสตร์ หรือ พี่ฉัตรกำลังจะบอกเคล็ดลับให้ฉัน?……
ต้นลำภู
มีตำนาน (น๊าน ๆ มาก ๆ ) กาลครั้งโน้น โนอาห์ต่อนาวา ต่อเรือใหญ่ด้วยสนโกเฟอร์ ทำเป็นห้อง ๆ ยาวสามร้อยศอก มีดาดฟ้าชั้นล่าง ขนสัตว์อย่างละคู่ขึ้นเรือนาวา พร้อมสะสมเสบียง พอเกิดน้ำท่วมใหญ่ 40 วัน น้ำทวีขึ้นบนแผ่นดิน ท่วมภูเขาสูงอีก 150 วัน ทุกสิ่งหาได้รอดไป ยกเว้นเรือโนอาลอยบนผิวน้ำ (ปฐมกาล 7 : 2-24 )
ไม่ทันได้ตอบพี่ฉัตร ฉันพลอยคิดไปทางอีกแล้ว ว่า “โนอาห์” อาจมิได้มีคนเดียวในโลก….ไม่ว่าจะเป็นโลกจริง หรือโลกฝัน ในสถานการณ์คับขันหนึ่ง สอง สาม สี่ห้า อาจจะมี “โนอาห์” เกิดขั้น เสมอ……….หรืออาจจะมีแล้ว ………………กับความคิดไร้สาระ ฯลฯ
หมดธุระกับตัวเอง ฉันเดินตามราวกับปีกสีขาวที่พึ่งงอกออกมาจากไหล่ พี่ฉัตรฝีท้าวเร็วเบา คละคลนกับคนต่างชาติ สาวญี่ปุ่นเห็นหลายกลุ่ม ทำไมสนใจประวัติสาสตร์เราจัง? นักศึกษามองไปจดไป หยุดยืนที่ประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เหมือนโดนบังคับมา มือไวกว่าความคิด ปลายนิ้วจิ้มไปที่ปุ่มสีขาว พร้อมพยักคอไปตามเสียงภาษาไทย
“….ก็ปีนค่ายได้สำเร็จ จึงทรงม้าพระที่นั่งกลับราชทานพระแสงดาบที่ทรงใช้ มีนามปรากฏต่อมาว่า “พระแสงดาบคาบค่าย”…………….”
เรื่องราวเกี่ยวโยง หนังมหากาพย์นเรศวร ฟังแล้วขนลุกจริงๆ สาวญี่ปุ่นที่อยู่หน้าฉัน ถึงฟังไม่ออกคงขนลุกเหมือนกัน เพราะฉันพริ้มตาพาดคอสาวญี่ป่นไว้ตลอด

—“ ซอร์หรรรรี” …….,โอ้ย เหยียบขาฉัน
“โนโฟโต้…โนโฟโต้?” ฉันบอกเธอ เธอเงยหน้าที่ขาวฟูฟ่องมองอีกครั้ง แกล้งกลอกตา พับริม ฝีปากเหยียดตรง แล้วจูงมือกันเดินจากไปตามทางเดินริมไรของแสงไฟอย่างรวดเร็ว
มันอาจไม่มีความสำคัญกับการงอกงามของสิ่งมีชีวิตใด ๆ บนโลกนี้ แต่อาจมีความหมายในบางโมงยามเพื่อวางความรู้สึก
พี่ฉัตรยังดูสนใจมากๆ ฉันเดินตาม เว้นช่องไฟในการสนทนาไปพักใหญ่ ถัดจากโต๊ะพระที่นั่งของพระเจ้าตากสิน ที่ยังคงสภาพเกือบ 90 เต็มร้อย เบื้องหน้า พาสายตาและความคิดแต่ละคนที่ปลิวไปไกล ฉันกับพี่ฉัตรหันมามองหน้ากัน
“ นี่คือ โต๊ะ จริง ๆที่พระเจ้าตากสิน เคยประทับ”
พี่ฉัตรผายมือเอื้อมจับขาโต๊ะที่ประทับอย่างแผ่วเบา ภาพแบบนี้ ฝรั่งหลายคนตามหลังมองแบบไม่เข้าใจแล้วผ่านไป ฉันมองพี่ฉัตรอัดลมหายใจเข้าปอดยาวลึก ค่อย ๆ ก้มลง กราบสัมผัสลายไม้ตามชะง่อนเลาะโตรกลงมาพลัดล่นลงไปในประวัติศาสตร์ หลบโลกภายนอก ทรอกชอนในเวลาย้อนไปในอดีตที่ฉันก็มิอาจไปถึงได้
พี่ฉัตรของฉันหายตัวไปแล้ว ในอดีตสักแห่ง……..ฉันไม่ได้ใส่ไข่เกินจริงเลยแม่แต่น้อย แล้วฉันก้มลงกราบตาม ขนลุกฟู่ ไปทั้งตัว
ภูมิสถานที่สถิตย์ไท้ ไชยสถาน
พ่างพิษณุกรมชำนาญ เศกสร้าง
ราชวังมุขพิมาน มูลเกิด มีนา
เรือนรัตน์ซ้ายขวากว้าง เพียบพื้นภูวดลฯ
–โคลงยอพระเกียรติพระเจ้ากรุงธนบุรี นายสวนมหาดเล็ก แต่ง
…….สักราว 45 นาที จึงออกปากทาง บ่อยครั้งที่บทสนทนาในนั้นเกิดขึ้นง่าย ๆ แต่ก็จากกันง่าย ๆเหมือนกัน ฉันรู้ว่ามีสิ่งตกค้างจากบทสนทนาอีกมากมาย และก็หวังว่าสักวันจะมีโอกาสดี ๆ กับมาเดินตามกับพี่ฉัตรอีกสักครั้ง
พี่ฉัตรพาฉันไปนั่งคุยต่อ ที่ สวนสันติชัยปราการ ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับ ป้อมพระสุเมรุ 1 ใน 2 ป้อมปราการป้องกันพระนครที่ยังคงเหลืออยู่ พี่ฉัตรคุยแบบสบาย ๆ สอนฉันมากมาย โลกของพี่ฉัตร สิ่งต่าง ๆ เหมือนพี่ฉัตรกำหนดไว้แล้ว และเลือกจะเดินทางในแบบที่พี่ฉัตรมีความสุขอยู่กับลุก ๆ และครอบครัว มากกว่าที่จะไปดิ้นรนแข่งขันเพื่อหน้าตาหน้าที่ในสังคม ขอเป็นวีไอ แบบเงียบๆ ที่พออยู่พอกินพอใช้…….แค่นั้นก็พอ
แค่นั้นก็พอ………หวนคิดคำนึง คำของพี่ฉัตร บ่อยครั้ง, ในขณะที่เรากำลังดิ้นรน ไต่อยู่บนถนนสายแห่งความมั่งคั่ง มีอิสระทางการเงินในอนาคตของแต่ละคนที่คดเคี้ยวลดเลี้ยวไปตามรอยหยักบนเทือกเขาแห่งความร่ำรวยอันยืดยาวเลาะเลียบโตรกผาสูงของความโลภ กิเลศ และตัณหา อย่างมีความหวังในหมอกควันในวันข้างหน้า แต่หารู้ไม่ในปลายสุดของอุโมงค์ในความมืดแห่งนี้ มีคำตอบรออยู่เบื่องหน้าจากคนที่เคยไปสถานที่แห่งนั้นมาแล้ว สุดท้ายสุงสุดคืนสู่สามัญ
พออยู่พอกินพอใช้…….แค่นั้นก็พอ
.
……………………………………………….. กราบขอบคุณพี่ฉัตรด้วยครับ .